กราฟหุ้น คืออะไร

กราฟหุ้น (Stock Chart) คือเครื่องมือที่ใช้แสดงข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายของหุ้นใดหุ้นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาในรูปแบบของกราฟ ช่วยให้นักลงทุนสามารถมองเห็นพฤติกรรมราคาในอดีตเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต

ตอนที่ 1 : เจาะลึก 3 ประเภทกราฟหุ้นยอดนิยม

ตอนที่ 2 : วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน

ตอนที่ 3 : วิเคราะห์แนวโน้มด้วยกราฟหุ้น

ตอนที่ 4 : 5 เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคยอดฮิต

ตอนที่ 5 : สรุป

เจาะลึก 3 ประเภท กราฟหุ้น ยอดนิยม

กราฟหุ้น
  1. กราฟเส้น (Line Chart)

กราฟเส้น เป็นกราฟประเภทที่ ง่ายที่สุด โดยจะแสดงเฉพาะ ราคาปิด ของหุ้นในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น และเชื่อมต่อจุดราคาเหล่านั้นด้วยเส้นต่อเนื่องกัน ทำให้เหมาะสำหรับการดู แนวโน้ม ระยะยาวของราคาหุ้นในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถบอกรายละเอียดราคาในระหว่างวันได้

 

  1. กราฟแท่ง (Bar Chart)

กราฟแท่งให้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น แต่ละแท่งจะแสดงถึงการเคลื่อนไหวของราคาในหนึ่งช่วงเวลา (เช่น 1 วัน) โดยประกอบด้วย

  • จุดสูงสุด (High): ขีดบนสุดของแท่ง
  • จุดต่ำสุด (Low): ขีดล่างสุดของแท่ง
  • ราคาเปิด (Open): ขีดสั้นๆ ทางซ้าย
  • ราคาปิด (Close): ขีดสั้นๆ ทางขวา

กราฟประเภทนี้เหมาะสำหรับการดูการเคลื่อนไหวของราคาและความผันผวนภายในแต่ละช่วงเวลา แต่ข้อมูลที่มากเกินไปอาจทำให้ดูไม่สบายตาเท่าที่ควร

 

  1. กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)

กราฟแท่งเทียน เป็นกราฟที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถบอกข้อมูลได้ครบถ้วนและดูง่ายในทันที แต่ละแท่งเทียน จะบอกข้อมูลราคาเปิด, ราคาปิด, ราคาสูงสุด, และราคาต่ำสุด โดยใช้สีและรูปร่างในการสื่อความหมาย

  • ลำตัว (Body): ส่วนที่เป็นแท่งสี่เหลี่ยม แสดงถึงช่วงราคาเปิดและปิด
  • ไส้เทียน (Wick/Shadow): เส้นบางๆ ด้านบนและล่าง แสดงถึงราคาสูงสุดและต่ำสุดที่เกิดขึ้นในรอบเวลานั้น เว็บพนันถูกกฎหมาย
  • สีของแท่งเทียน: สีเขียว/ขาว: แสดงว่าราคาปิด สูงกว่า ราคาเปิด , สีแดง/ดำ: แสดงว่าราคาปิด ต่ำกว่า ราคาเปิด

วิธีอ่าน กราฟหุ้น แท่งเทียน

ส่วนประกอบของแท่งเทียน

แท่งเทียนแต่ละแท่งจะแสดงข้อมูลราคาในหนึ่งช่วงเวลา (เช่น 1 วัน หรือ 1 ชั่วโมง) 

  • ลำตัว (Body): ส่วนที่เป็นแท่งสี่เหลี่ยม แสดงถึงช่วงราคา เปิด และ ราคาปิด
  • ไส้เทียนด้านบน (Upper Wick): เส้นบางๆ ที่ยื่นจากด้านบนของลำตัว แสดงถึงราคา สูงสุด (High) ที่เกิดขึ้นในรอบเวลานั้น
  • ไส้เทียนด้านล่าง (Lower Wick): เส้นบางๆ ที่ยื่นจากด้านล่างของลำตัว แสดงถึงราคา ต่ำสุด (Low) ที่เกิดขึ้นในรอบเวลานั้น

ตีความจากสีและรูปร่าง

การตีความกราฟแท่งเทียนขึ้นอยู่กับสีและความยาวของแต่ละส่วน

  1. การตีความจากสี
  • แท่งสีเขียว (หรือสีขาว): แสดงว่าราคาปิด สูงกว่า ราคาเปิด บ่งบอกว่าผู้ซื้อมีกำลังมากกว่าผู้ขายและราคาปรับตัวขึ้น
  • แท่งสีแดง (หรือสีดำ): แสดงว่าราคาปิด ต่ำกว่า ราคาเปิด บ่งบอกว่าผู้ขายมีกำลังมากกว่าผู้ซื้อและราคาปรับตัวลง

 

  1. การตีความจากรูปร่าง
  • ลำตัวยาว: แสดงถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่แข็งแกร่ง ถ้าเป็นแท่งเขียวยาว แสดงว่าแรงซื้อแข็งแกร่งมาก ถ้าเป็นแท่งแดงยาว แสดงว่าแรงขายแข็งแกร่งมาก
  • ลำตัวสั้น: แสดงถึงความไม่แน่นอนของตลาด หรือแรงซื้อกับแรงขายค่อนข้างสมดุลกัน
  • ไส้เทียนยาว: แสดงถึงความผันผวนของราคาภายในช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าไส้เทียนด้านบนยาวแต่ลำตัวสั้น แสดงว่าราคามีการดันขึ้นไปสูงแต่ถูกแรงขายกดลงมาในที่สุด

วิเคราะห์แนวโน้มด้วย กราฟหุ้น

กราฟหุ้น

ประเภทของแนวโน้ม

  • แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): เกิดจากการที่ราคาหุ้นทำ จุดสูงสุดใหม่ (Higher High) และ จุดต่ำสุดใหม่ (Higher Low) อย่างต่อเนื่อง
  • แนวโน้มขาลง (Downtrend): เกิดจากการที่ราคาหุ้นทำ จุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) และ จุดสูงสุดใหม่ (Lower High) อย่างต่อเนื่อง
  • แนวโน้มไซด์เวย์ (Sideways Trend): ราคาเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบๆ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

ใช้เส้นแนวโน้ม (Trend Line) อย่างไร

เส้นแนวโน้ม เป็นเครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังที่สุดในการวิเคราะห์แนวโน้ม โดยมีหลักการดังนี้

  • แนวโน้มขาขึ้น: ให้ลากเส้นตรงเชื่อม จุดต่ำสุดสองจุดขึ้นไป เส้นที่ได้จะทำหน้าที่เป็น “แนวรับ” (Support Line) ที่ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะเด้งกลับขึ้นเมื่อมาแตะ เว็บพนันถูกกฎหมาย
  • แนวโน้มขาลง: ให้ลากเส้นตรงเชื่อม จุดสูงสุดสองจุดขึ้นไป เส้นที่ได้จะทำหน้าที่เป็น “แนวต้าน” (Resistance Line) ที่ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะถูกกดดันให้กลับลงมาเมื่อมาแตะ

การตีความจากเส้นแนวโน้ม

  • ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม: ยิ่งราคาหุ้นแตะเส้นแนวโน้มและเด้งกลับได้หลายครั้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มนั้นแข็งแกร่งเท่านั้น
  • การกลับตัวของแนวโน้ม: สัญญาณที่สำคัญที่สุดคือเมื่อราคาหุ้น ทะลุผ่าน (Breakout) เส้นแนวโน้ม ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาหุ้นทะลุทะลวงเส้นแนวรับของแนวโน้มขาขึ้นลงมาได้ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นนั้นได้สิ้นสุดลงและกำลังจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง

5 เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคยอดฮิต

กราฟหุ้น

เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือที่เรียกว่า “อินดิเคเตอร์” (Indicator) คือสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีตมาคำนวณและแสดงผลในรูปแบบกราฟ เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็นสัญญาณและแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น และนี่คือ 5 อินดิเคเตอร์ยอดฮิตที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้

  1. เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: MA)
  • คืออะไร: เส้นที่แสดงค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ (เช่น 50 วัน, 200 วัน) เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็น แนวโน้ม ที่แท้จริงของราคาได้ง่ายขึ้น โดยตัดความผันผวนระยะสั้นออกไป 
  • ใช้ทำอะไร: ใช้เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้ม โดยหากเส้น MA ชี้ขึ้น แสดงว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และหากชี้ลง แสดงว่าอยู่ในแนวโน้มขาลง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นแนวรับ-แนวต้านได้ด้วย

 

  1. ดัชนีความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ (Relative Strength Index: RSI)
  • คืออะไร: อินดิเคเตอร์ที่ใช้วัด โมเมนตัม (Momentum) หรือแรงเหวี่ยงของราคา เพื่อบอกว่าหุ้นนั้นอยู่ในภาวะ ซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ ขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีค่าระหว่าง 0-100 
  • ใช้ทำอะไร: โดยทั่วไปหากค่า RSI สูงกว่า 70 บ่งชี้ว่าหุ้นอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป อาจมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลง และหากค่า RSI ต่ำกว่า 30 บ่งชี้ว่าหุ้นอยู่ในภาวะขายมากเกินไป อาจมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวขึ้น

 

  1. MACD (Moving Average Convergence Divergence)
  • คืออะไร: อินดิเคเตอร์ที่รวมเอาคุณสมบัติของ Moving Average และ Momentum เข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วยเส้น 2 เส้น (เส้น MACD และเส้น Signal) และฮิสโตแกรม (Histogram)  เว็บพนันถูกกฎหมาย
  • ใช้ทำอะไร: ใช้เพื่อระบุแนวโน้มและสัญญาณการกลับตัว โดยหากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal บ่งชี้ว่าราคาอาจมีแนวโน้มขาขึ้น และหากตัดลงใต้เส้น Signal บ่งชี้ว่าราคาอาจมีแนวโน้มขาลง

 

  1. Stochastic Oscillator
  • คืออะไร: อินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดโมเมนตัมเช่นเดียวกับ RSI แต่จะเน้นการเปรียบเทียบราคาปิดกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา 
  • ใช้ทำอะไร: ใช้เพื่อบอกสภาวะซื้อมากเกินไปและขายมากเกินไปได้เช่นกัน โดยหากมีค่าสูงกว่า 80 ถือว่าอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป และหากต่ำกว่า 20 ถือว่าอยู่ในภาวะขายมากเกินไป

 

  1. Bollinger Bands
  • คืออะไร: อินดิเคเตอร์ที่วัด ความผันผวน (Volatility) ของราคา โดยประกอบด้วยเส้น 3 เส้น (เส้นกลางคือ MA และเส้นขอบด้านบน-ล่างที่ขยายตามความผันผวน)
  • ใช้ทำอะไร: ใช้เพื่อประเมินความผันผวนของราคา โดยเมื่อ Band แคบลง บ่งชี้ว่าความผันผวนกำลังลดลงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาครั้งใหญ่ในอนาคต หาก Band กว้างขึ้น แสดงว่าความผันผวนกำลังสูง

สรุป

เครื่องมือที่ใช้แสดงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้นักลงทุนวิเคราะห์แนวโน้ม ประเภทกราฟที่นิยม เช่น กราฟเส้น กราฟแท่ง และกราฟแท่งเทียน ซึ่งให้ข้อมูลทั้งราคาเปิด-ปิด สูงสุด-ต่ำสุด การอ่านกราฟหุ้นอย่างถูกต้องช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจลงทุนได้แม่นยำและลดความเสี่ยง